5 วัคซีนแห่งความสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับแบรนด์ยุค Covid-19

การแพร่ระบาดที่รวดเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัวของ Covid-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในหลายๆ ด้าน หลายคนเกิดการวิตกกังวลทางด้านสุขภาพ ความปลอดภัย หลายคนกังวลในเรื่องรายได้ที่ลดลง ทั้งเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ มากมายเพื่อรักษาระยะห่างในสังคม ทั้งการทำงานที่บ้าน และการซื้อของออนไลน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทัศนคติ ความคิด พฤติกรรมการใช้ชีวิต การบริโภคสื่อ การตัดสินใจซื้อสินค้า ฯลฯ จนกลายเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของธุรกิจส่วนใหญ่ที่ต้องปรับตัวให้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค

แต่ก็เป็นโอกาสอันดีสำหรับบางธุรกิจที่ใช้โอกาสนี้ ในการปรับตัว ปรับปรุงองค์กร เพื่อให้ตอบรับความต้องการใหม่ๆ ของผู้บริโภคได้ทัน เพราะยิ่งปรับตัวเร็วเท่าไหร่ ธุรกิจก็จะทำผลประกอบการได้ดีขึ้นจนมีความแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบจากพิษโควิดที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆที่เป็นอยู่ เหมือนกับร่างกายคนเราที่มีการปรับตัวให้มีภูมิต้านทานป้องกันการติดเชื้อได้เร็ว

ดังนั้น VMLY&R ในฐานะเอเจนซี่ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ผ่านความคิดสร้างสรรค์ ได้รวมรวมผลการสำรวจและกรณีศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ และนำมาวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือของเรา Brand Asset Valuator (BAV) ซึ่งเป็นการศึกษาคุณค่าของแบรนด์ทั่วโลกผ่านการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกว่า 1.7 ล้านคน ซึ่งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ซึ่งผ่านช่วงธุรกิจขาขึ้นและลงมาตลอด 28 ปีที่ผ่านมา



จากการนำข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับแบรนด์ใน 6 กลุ่มบริการซึ่งถูกพูดถึงมากที่สุดบนสื่อออนไลน์เหล่านี้ มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลและแนวคิดในการสร้างแบรนด์จากเครื่องมือของเรา BrandAsset Valuator (BAV) ทำให้เราค้นพบ 5 คุณลักษณะสำคัญของแบรนด์ที่ทำหน้าที่เหมือนกับวัคซีนที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แบรนด์มีคุณค่าในใจผู้บริโภคที่แข็งแรงอยู่เสมอ ยิ่งในวิกฤตที่ผู้บริโภคต่างก็มีความวิตกกังวลถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น แบรนด์ยิ่งควรแสดงจุดยืนและปรับตัวให้ผู้บริโภคมองเห็น ความเชื่อใจพึ่งพาได้ ความใส่ใจดูแล ความใกล้ชิดแสดงถึงความไม่เอาเปรียบ รวมทั้งปรับเข้าหาพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น *ชื่อของปัจจัยควรใหญ่กว่า ชื่อองค์ประกอบข้างในปัจจัย

1. CREDIBILITY: สร้างศรัทธาท่ามกลางวิกฤต

เนื่องจากการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของไวรัส covid-19 ทำให้คนทั่วโลกส่วนใหญ่กว่า 73% กำลังวิตกกังวลอย่างมากกับวิกฤติการณ์นี้และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเดือนมีนาคมกับเมษายนที่ผ่านมา 1 ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอย่างมากกับคนในประเทศที่ขาดความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลและอุปกรณ์ทางการแพทย์และการป้องกันตัวเองเช่นหน้ากากอนามัย รวมทั้งเรื่องการได้รับข้อมูลข่าวสารที่ความเป็นจริง ในขณะที่คนไทยมีความวิตกกังวลที่มากกว่าถึง 89% โดยเรื่องที่วิตกกังวลมากที่สุดคือ การแก้ปัญหาของรัฐบาล รวมทั้งเรื่องข่าวปลอมที่เกิดขึ้นตามสื่ออนไลน์ต่างๆ2 ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น รวมทั้งหลายคนเกิดความตื่นตระหนก จนเกิดการแห่กักตุนสินค้า หรือแห่กันซื้อประกันโควิดเอาไว้เพื่อดูแลตัวเอง ดังนั้นการสร้างศรัทธาความเชื่อมั่นให้แบรนด์เป็นที่พึ่งพาซึ่งไว้ใจได้ในยามยากนี้เป็นสิ่งสำคัญ โดยแบรนด์สามารถนำเอาความรู้ความเชี่ยวชาญหรือทรัพยากรต่างๆ ที่มีมาช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชน ก็จะมีส่วนช่วยให้เกิดความรู้สึกดี เกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์ในใจผู้บริโภคให้แข็งแรงอยู่เสมอได้5 ตัวอย่างเช่น สถาบันทางการเงินต่างๆ ที่ออกมาตราการช่วยเหลือลูกหนี้ หรือกลุ่มบริษัท CP ที่ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือคนที่กำลังประสบปัญหาอย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมกับภาคประชาสังคมมอบชุดอุปโภคบริโภคให้กับผู้ได้รับผลกระทบ แม็คโครรับซื้อผลไม้ไทยที่ล้นตลาดเพราะส่งออกไม่ได้ หรือ ptt GC บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำร่วมมือกับมหาวิทยาลับมหิดล สร้างตู้ CoviClear แล้วนำไปมอบให้โรงพยาบาลต่างๆ หรือสำนักข่าวชื่อดังอย่าง CNN ลุกขึ้นมาทำแคมเปญ ‘Fact First’ แสดงจุดยืนการนำเสนอข้อมุลที่ถูกต้อง เพื่อทำให้คนคลายกังวลกับเรื่องข่าวปลอม



2. CARING: เปิดใจด้วยความใส่ใจที่มากขึ้น

นอกจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับความคิดความเชื่อมั่นแล้ว การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆด้วย โดย 40% ของคนทั่วโลกจะชะลอการซื้อจนกว่าปัญหาการแพร่ระบาดในประเทศจะสิ้นสุด ในขณะที่คนไทยมากกว่า 77% ยังมีความวิตกกังวลเรื่องรายได้และค่าใช้จ่ายแต่ละวัน ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เกิดการตัดสินใจในการซื้อสินค้าที่ยากขึ้น เลือกซื้อแต่สินค้าที่มีความจำเป็นหรือเห็นว่ามีความคุ้มค่าเท่านั้นสำหรับซื้อสินค้าหรือบริการที่ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก และอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญร่วมในการทำให้ผู้บริโภคสนใจพิจารณาซื้อสินค้าได้มากขึ้นก็คือ การดูแลใส่ใจผู้บริโภคที่มากขึ้น และให้ความช่วยเหลือสนับสนุน โดยจากผลสำรวจเผยว่าผู้บริโภคไทยกว่า 60% อยากให้แบรนด์รับฟังสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากขึ้น และต้องการให้แบรนด์ใส่ใจดูแลทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง

ดังนั้นการให้ความดูแลใส่ใจช่วยเหลือผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้นของแบรนด์ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่มีความจำเป็นได้มากขึ้น และยังช่วยเปิดใจพิจารณาใช้แบรนด์สินค้าหรือบริการที่อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นมาก แต่รู้สึกมีส่วนร่วมในการใช้ชีวิตของพวกเขา ตัวอย่างเช่น แอพ Snapchat ออกฟังก์ชั่นพิเศษที่ช่วยเตือนให้ผู้ใช้งานรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยทางสังคม Grab เสริมความปลอดภัยให้กับทั้งผู้โดยสารและคนขับ โดยทำการแจกหน้ากากอนามัยและสเปรย์สำหรับฆ่าเชื้อภายในตัวรถให้กับคนขับ หรือ Tesco ใส่ใจเห็นความสำคัญของลูกค้าทุกคน จึงเพิ่มมาตรการพิเศษในช่วงกักตุนเพื่อลูกค้าบางกลุ่ม ด้วยการเปิดช่วงเวลาและช่องทางพิเศษในการชำระเงินสำหรับผู้สูงอายุ



3. APPROACHABLE: เมื่อชีวิตต้องเว้นระยะห่าง

แบรนด์ยิ่งต้องใกล้ชิด จากมาตราการและการรณรงค์ของรัฐบาลให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้าน ทำให้คนไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยได้ตลอดเวลาเหมือนก่อน จนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้า โดยผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าครั้งละมากๆ มีปริมาณเยอะและสามารถเก็บได้นาน เพื่อลดจำนวนเที่ยวในการต้องออกไปซื้อของ แล้วหันมาซื้อของผ่านช่องทางที่พวกเขาสามารถเข้าถึงง่ายและต้องในงานง่ายเช่น การสั่งของทางออนไลน์ และบริการฟู๊ดดิลิเวอรี่ อย่างไรก็ตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านก็ยังมีบทบาทสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการซื้อของที่ขาดไปเช่นกัน

ในขณะที่ผู้บริโภคถูกกักตัวภายใต้ข้อจำกัดเพื่อความปลอดภัย แบรนด์จึงควรปรับตัว เดินเข้าไปหาผู้บริโภคเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายด้วยการนำเสนอช่องทางใหม่ๆ ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายแบบไม่ยุ่งยากซับซ้อน สะดวกสบาย มีความปลอดภัยในการใช้งาน พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการบอกต่อ ตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ชื่อดังในต่างประเทศอย่าง MOMA, Lourve, หันมาโปรโมท Virual Reality Gallery ที่จะช่วยให้คนทั่วโลกยังสามารถงานศิลปะต่างๆได้ เพื่อกระตุ้นให้คนยังอยากมาดูงานศิลปะของจริงหลังปลดล็อคการปิดประเทศแล้ว Sansiri ก็มีการเพิ่มช่องทางการขายใหม่โดยสร้าง Virual Sales Gallery ขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาเยี่ยมชมบ้านหรือคอนโดเห็นบรรยากาศจริงผ่านโลกออนไลน์ และยังสามารถทำการจองและซื้อผ่านออนไลน์ได้ทันที King Power เปลี่ยนกลยุทธ์การขายจากการตั้งรับรอนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นเกมส์รุก โดยหันมาโปรโมทช่องทางการขายออนไลน์อย่างจริงจัง พร้อมเปลี่ยนพนักงานขายหน้าร้านให้เป็น influencer กระจายตัวกันขายของบนโซเชี่ยลมีเดียของตัวเอง บอกเล่าสินค้า โปรโมชั่น และ แจกส่วนลดให้กับคนที่สนใจ ด้วยภาษาที่เป็นกันเอง ทำให้เกิดการพูดถึงและเข้าถึงของคนได้มากขึ้น



4. ACTIVE: ไม่หยุดกระตุ้นพลังบวกให้ชีวิตไปต่อ

สืบเนื่องจากการต้องกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานานและไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตแบบอิสระเหมือนเมื่อก่อนได้ ทำให้หลายคนเกิดความเครียดพร้อมกับความกังวลที่มีอย่างต่อเนื่องจากการเสพสื่อ เรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ไม่รู้ว่าสิ้นสุดลงเมื่อใด ทำให้คนทั่วโลกต้องปรับตัวและหันมาใช้ช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเพื่อติดต่อสื่อสารและการทำงานผ่านวีดีโอคอล การสั่งซื้อสินค้าและทำธุรกรรมต่าง ใช้เวลากับสื่อต่างมากขึ้นเช่น ทีวี หรือดูหนังฟังเพลงผ่านแพลตฟอร์มสตริมมิ่งต่างๆ บนมือถือ โดยคนไทยส่วนใหญ่กว่า 72% จะเล่นโซเชี่ยลมีเดียเพื่อหลีกหนีจากความเครียดและวิตกกังวลจากสถานการณ์โควิด และใช้เวลาว่างที่มีไปกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นถึง 66% และการดูหนังที่บ้านเพิ่มขึ้นถึง 53%

โดยข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า คนกำลังพยายามหาความสุขใส่ตัวมากขึ้น ดังนั้นแบรนด์จึงไม่ควร Lockdown ตัวเองและหยุดนิ่ง แต่ควรรีบใช้โอกาสนี้หันมาสร้างสรรค์คอนเท้นท์ดีๆ ที่ให้กำลังใจ ให้ความสุข ให้ความบันเทิง หรือสร้างกิจกรรมให้ผู้บริโภคมามีส่วนร่วมและได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นพลังบวกที่จะผลักดันให้ชีวิตดำเนินต่อไป ตัวอย่างเช่น TikTok จับมือ WHO ออกแคมเปญชาเลนจ์สุดคูล #safehands รับมือ covid-19 IKEA แบรนด์ที่ใส่ใจความเป็นอยู่ที่ดีของคนภายในบ้านจัดทำแคทตาล็อกพิเศษที่ให้คำแนะนำการใช้ชีวิตในบ้านช่วงกักตัว ซึ่งพิมพ์ในรูปแบบสีขาวดำเพื่อสามารถนำแคทตาล็อกนี้ไปให้เด็กวาดภาพระบายสีแก้เบื่อได้ด้วย PlayStation และค่ายเกม Rock Star ออกแคมเปญสนับสนุนให้คนกักตัว โดยสื่อสารเรื่องความสนุกของการเล่นเกมอยู่บ้าน ฯลฯ


5. Social Support: ร่วมด้วยช่วยสังคมอย่างจริงจังและจริงใจ

นอกจากคนทั่วโลกกว่า 73% จะมีความกังวลอย่างมากเรื่องผลกระทบของการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในประเทศแล้ว คนส่วนใหญ่กว่า 89% ยังให้ความเป็นห่วงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับโลกด้วยและมีระดับความกังวลที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด1 และแม้ว่าจะอยุ่ในช่วงเวลากักตัวเว้นระยะห่างทางสังคม หลายคนก็ยังพยายามมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมในวงกว้าง ด้วยการสนับสนุนรัฐและองค์กรต่างๆทั้งในและนอกประเทศ ด้วยการแชร์ข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะชน

การช่วยรณรงค์และสนับสนุนความช่วยเหลือผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเอง นอกจากกระแสการร่วมด้วยช่วยกันที่เกิดขึ้นจากสมัครใจช่วยเหลือของคนในสังคมแล้ว หลายคนในสังคมก็คาดหวังให้รัฐบาล รวมทั้งองค์กรชั้นนำต่างๆ ซึ่งมีทรัพยาการและมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือ เข้ามาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมระดับวงกว้าง ซึ่งความคาดหวังดังกล่าวกำลังกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูกมองหามากกว่าที่เคย โดยเฉพาะกับนไทยที่กว่า 41% อยากให้แบรนด์ต่างๆออกมาร่วมรับมือต่อสู้กับสถานการณ์โควิด 19 นี้มากที่สุดเมื่อเทียบคนในประเทศอื่นของเอเชีย และกว่า 22% ต้องการให้แบรนด์ช่วยเหลือเรื่องความเป็นอยู่ของคนในชีวิตประจำวัน โดยเรื่องที่คนไทยอยากให้แบรนด์องค์กรต่างๆเข้ามาช่วยเหลือคือ บริจาคเงิน 55% และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตและป้องกัน 52% เนื่องจากความคาดหวังของคนในสังคม

แบรนด์องค์กรชั้นนำต่างๆในสังคมจึงควรแสดงออกถึงบทบาทความเป็นผู้นำที่จริงจังในการทุ่มเทให้ความช่วยเหลือสังคม และทำด้วยความจริงใจไม่มีเรื่องสอดแทรกการขายสินค้าหรือบริการใดๆหรือหวังประโยชน์ใดๆทางธุรกิจถึงจะได้ใจผู้บริโภค โดยนำเอาศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม ตัวอย่างเช่นการที่แบรนด์ชั้นนำระดับโลกย้ายไลน์การผลิตสินค้าหรือบริการออกมาช่วยเหลือสังคมที่กำลังเดือดร้อน Budweiser เอางบสปอนเซอร์กีฬาที่มีไปบริจาคให้กาชาด ด้วยการเปลี่ยนสนามของพวกเขาให้เป็นที่ทำงานของกาชาด เปลี่ยนคำว่าฮีโร่จากนักกีฬาไปสู่บุคลากรทางการแพทย์ ภายใต้แคมเปญไอเดีย Home Team กลุ่มบริษัท LVMH ผู้นำด้านสินค้าแฟชั่นสุดหรูของฝรั่งเศสปรับสายการผลิตมาทำเสื้อกาวน์ที่ขาดแคลนให้บุคลากรทางสาธารณสุข Uniqlo เปลี่ยนไลน์การผลิตเสื้อผ้ามาทำหน้ากากอนามัยที่ขาดแคลนมาแจกประชาชน และกลุ่มบริษัท CP ของไทยที่ยอมทุ่มเงินกว่า 100 ล้านบาทเพื่อสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยที่กำลังขาดแคลนเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

จากการนำ 5 คุณลักษณะดังกล่าวไปวิเคราะห์ร่วมกับการประเมินคุณค่าความแข็งแกร่งของแบรนด์ในใจผู้บริโภคด้วยเครื่องมือ BAV พบว่า แบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในใจของคนไทย 10 อันดับและ 100 อันดับแรกจะมี 5 คุณลักษณะดังกล่าวที่โดดเด่นกว่าแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในร้อยอันดับแรก โดยเฉพาะคุณลักษณะเรื่อง Active จะมีความโดดเด่นชัดเจนในแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งมากใน 10 อันดับแรกและจะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดในแบรนด์ที่มีความแข็งแรงในใจลดลง

ในขณะที่คุณลักษณะอื่นก็มีความสำคัญแต่ในประเด็นที่แตกต่างกันไป โดย Caring และCredibility จะทำให้แบรนด์เป็นที่สนใจและถูกพูดถึง ส่วน Social Support และ Approachable จะช่วยสร้างความรู้สึกดีๆให้เกิดขึ้นจนทำให้แบรนด์เป็นที่รักที่ชื่นชมและเกิดการแนะนำบอกต่อ นอกจากนี้ยังพบว่า 5 คุณลักษณะนี้ยังเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในใจของคนไทย 10 อันดับแรกเสมอ

จากผลการวิเคราะห์แบรนด์ต่างๆในประเทศของ BAV พบว่า 5 คุณลักษณะนี้มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกไปกับระดับความแข็งแกร่งของแบรนด์ในความรู้สึกของคนไทย โดย 5 คุณลักษณะดังกล่าวจะมีความโดดเด่นมากในกลุ่มแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งใน 10 และ 100 อันดับแรก


จากผลการเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของแบรนด์ระหว่างปีของ BAV ยังพบว่า 5 คุณลักษณะนี้ยังเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในกลุ่มแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง 10 อันดับแรกในใจคนไทยอยู่เสมอ


จากผลการวิเคราะห์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า 5 คุณลักษณะดังกล่าวมีความสำคัญที่ทำหน้าที่ร่วมกันเหมือนระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยรักษาให้คุณค่าของแบรนด์มีความแข็งแกร่งในใจผู้บริโภคได้เสมอ และเรายังพบว่าแต่ละคุณลักษณะมีความสำคัญที่แตกต่างกันในการกระตุ้นให้แบรนด์เป็นที่สนใจและเป็นที่ชื่นชอบจนเกิดการพูดต่อในแง่ดีท่ามกลางวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเราได้สรุปออกเป็น 2 แนวทางในการนำไปใช้สร้างแบรนด์ให้ยืนหยัดอย่างแข็งแรงท่ามกลางความไม่แน่นอนของวิกฤตการณ์ได้ดังนี้

1) สร้างสปอตไลท์ให้แบรนด์เป็นที่สนใจอยู่เสมอ

ความเข้าอกเข้าใจและใส่ใจถึงความต้องการของผู้บริโภค (Caring) รวมทั้งการเสริมความเชื่อมั่นเป็นที่พึ่งพาได้ให้กับผู้บริโภค (Credibility) พร้อมการสื่อสารที่สร้างพลังบวกอย่างความบันเทิงสนุกสนานอย่างต่อเนื่อง (Active) คือ 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่สนใจและช่วยเปิดใจผู้บริโภคให้หันมาพิจารณาใช้สินค้าหรือบริการของแบรนด์ได้

2) สร้างความรักความชื่นชมและบอกต่อสิ่งที่ดีของแบรนด์

การมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคมอย่างจริงใจ (Social Responsible) ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงหรือมีส่วนร่วมได้ (Approachable) พร้อมการสื่อสารที่สร้างพลังบวกที่ให้แรงบันดาลในการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง (Active) คือ 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความรักความชื่นชมถึงสิ่งดีๆที่แบรนด์ได้เข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนสังคม และยังทำให้เกิดการแนะนำบอกเกี่ยวกับแบรนด์ที่พวกเขาชื่นชม ซึ่งสามารถดึงคนในสังคมวงกว้างให้เข้ามาสนับสนุน


Reference information:

1) Global Web Index: Coronavirus - Insights from our multi-national study from Mar. – April 2020

2) Suan Dusit Polls during April 2020

3) Kantar: Covid-19 Barometer

4) Mindshare Thailand: "COVID-19" Tracker

5) VMLY&R: BrandAsset Valuator from 2018 - 2019